Popular Posts

Wednesday, 13 March 2013

ข้อดี ข้อเสีย ของสมุนไพรไทย


ข้อดี ข้อเสีย ของสมุนไพรไทย
       สมุนไพรมีทั้ง ข้อดี-ข้อเสีย อย่างไร ? นี้ จากหนังสือสมุนไพรลดความดันโลหิตสูง   โดย เภสัชกรหญิง จุไรรัตน์ เกิดดอนแฝก สำเร็จการศึกษา เภสัชศาสตร์บัณฑิต มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 2525  ปัจจุบันอาจารย์ทำงาน ที่    เภสัชกร 8 วช.  ศูนย์บริการสาธารณสุข 53 ทุ่งสองห้อง กทม.  ผลงานเขียนด้านการเขียนหนังสือวิชาการที่จัดทำมาแล้ว  อาจารย์บอกไว้ในหนังสือความดันโลหิตสูง    13  เรื่องรวมเล่มนี้เป็น 14 เรื่อง เท่าที่ทราบ ยังมีอีกที่เขียนต่อจากเล่มนี้ อีกประมาณ  2 เรื่อง ซึ่งสมุนไพรแต่ละชนิดจะบอกผลการทดลอง จากต่างประเทศและประเทศไทย ฯลฯ

”  ปัจจุบันประชาชนชาวไทย ได้หันมานิยมใช้สมุนไพรกันมากขึ้น เนื่องจากสมุนไพรมีสรรพคุณในการรักษาไม่แพ้แผนปัจจุบัน ถึงแม้ว่าพืขสมุนไพรจะมีประโยชน์ แต่อาจมีโทษได้ สรุปว่า สมุนไพรมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ดังนี้
ข้อดีของสมุนไพร
1.  สมุนไพรมีผลข้างเคียง และการแพ้ยาน้อยมาก เพราะเป็นอาหารและเครื่องดื่ม ที่ใช้กินในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว ยาแผนปัจจุบันมีผลข้างเคียง ได้แก่ หน้ามืด  คัดจมูก ไอ และที่ร้ายแรงคือ การเสื่อมสมรรถภาพทางเพศในผู้ชาย
2. ความเป็นพิษ ที่เกิดจากสมุนไพร แต่ละชนิดมีน้อยมาก บางชนิดไม่มีเลย จากรายงานผลการทดสอบความเป็นพิษของสมุนไพร แต่ละชนิดที่กล่าวมาแล้ว
3. ไม่เสี่ยงอันตราย ต่อการใช้ยาเกินขนาด เพราะตัวยาในสมุนไพรที่มีอยู่ตามธรรมชาตปริมาณยาเจือจางไม่เข้มข้น
4. สมุนไพรชิดเดียวกัน สามารถรักษาโรคได้หลายอย่าง ทำให้ไม่ต้องใช้ตัวยาหลายชนิด เช่น กรณีผู้ป่วยเป็นเบาหวาน ความดันสูง ระดับไขมันในเลือดสูง การใช้สมุนไพรขนานเดียวกันก็สามมารถรักษาโรคครอบคลุมทั้ง 3 โรคได้ เช่น  หอมหัวใหญ่ กระเทียม โสน เห็ดหลินจือ เป็นต้น
5. สมุนไพรลดความดันโลหิตสูง บางชนิดได้รับความสนใจ จากอุสาหกรรมยานำมาผลิตเป็นยาแผนปัจจุบันแล้ว เช่น ระย่อม แป๊ะก๊วย เห็ดหลินจือ น้ำองุ่น เป็นต้น
6. ช่วยลดความฟุ่มเฟื่อย ในการใช้ยาต่างประเทศที่ต้องสั่งซื้อจากต่างประเทศในราคาแพง เพราะ สมุนไพรหาง่าย ให้รสอร่อย เช่น น้ำลูกยอ น้ำทับทิบ น้ำองุ่น เป็นต้น
7. สนับสนุนนโยบายของรัฐบาล โดยสมุนไพรใช้เป็นยา เป็นกลวิธีหนึ่งที่ช่วยแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ของประเทศได้ ในแผนพัฒนาการสาธารณสุขตามแผนพัศนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบัยที่ 6 กระทรวงได้กำหนดแผนการพัฒนาสมุนไพร ใช้ในงานสาธารณสุขมูลฐานและแผนงานยา และชีววัตถุ มีงานวิจัยและพัฒนาสมุนไพร และโครงการพัฒนาสมุนไพร เพื่อใช้เป็นยาในอุสาหกรรมผลิตยา และเศรษฐกิจโดยรวมของชาติต่อไป
 8. ตอบสนองนโยบาย ของผู้บริหารกทม.(พศ.2548 ) ในการกำหนดนโยบายของสำนักอนามัยให้บริการแพทย์ทางเลือกแก่ผู้ป่วยที่มารับบริการที่ศูนย์บริการสาธารณสุข และสนับสนุนนโยบายของรัฐ ที่กำหนดให้มีการฟื้นฟูการแพทย์แผนไทย และการใช้สมุนไพร ให้เป็นประโยชน์แพร่หลายตามความต้องการของท้องถิ่น  ข้อเสียของสมุนไพร
1. ปัจจุบันข้อมูลการวิจัยสมุนไพรในเมืองไทยมีน้อย และไม่ต่อเนื่องเพียงพอ ที่จะต่อยอดไปสู่ธุรกิจอุตสาหกรรมยาได้
2. การเผยแพร่องค์ความรู้ ด้านสมุนไพรในรูป หนังสือ หรือสื่ออื่นๆ ยังมีไม่มากพอที่จะทำให้ประชาชนเกิดความนิยม ความเชื่อมั่น ในการใช้สมุนไพร
3. ความไม่สะดวกในการบริโภคยาในสมุนไพรแต่ละชนิด(ในธรรมชาติ) มีตัวยาอยู่น้อยและไม่คงตัว ทำให้ผู้บริโภคต้องบริโภคพืชสมุนไพรจำนวนมาก และนำมาปรุงใหม่ๆสดๆวันต่อวัน ซึ่งไม่สะดวกต่อผู้บริโภค บางชนิดก็หายากเป็นอุปสรรคในการใช้สมุนไพร
4.  สมุนไพรบางชนิดต้องเสี่ยงกับความไม่สะอาด  ปนเปื้อนจากเชื้อรา เนื่องจากกรรมวิธี ในการเก็บ หรือการผลิตไม่สะอาด และมีการปนเปื้อนของยาฆ่าแมลงได้ กรณีไม่ตรวจสอบเฝ้าระวัง วัตถุดิบที่เก็บมาให้ถูกต้อง
5. สมุนไพรบางชนิดยังโตไม่เต็มที่ เกษตรกรรีบเก็บมาขาย ทำให้ตัวยาสมุนไพรมีน้อยไม่เข้ามาตรฐานอาจทำไห้ผลในการรักษาไม่เต็มที่
6. รัฐบาลยังควบคุมมาตรฐานการผลิตสมุนไพรในโรงงานยาต่างๆไม่ทั่วถึง ทำให้ยาสมุนไพรที่วางจำหน่ายไม่ได้มาตรฐาน ขาดประสิทธิภาพในการรักษาโรค
7. ประชาชนยังไม่รู้จักต้นไม้สมุนไพรบางชนิด เพราะหายาก ไม่เป็นที่รู้จักแพร่หลาย ทำให้เสี่ยงต่ออันตรายในการใช้ไม่ถูกต้อง ไม่ถูกวิธี
ณ วันนี้ แพทย์และเภสัชกรแผนปัจจุบันควรตื่นตัว และตระหนักในบทบาทวิชาชีพของตนเอง  ควรให้ความสำคัญต่อการใช้สมุนไพรในการรักษาโรคต่างๆ โดยศึกษาข้อมูลอย่างชาญฉลาด รวมทั้งมีการผสมผสานวิชาการด้านวิทยาศาสตร์ (ผลการทดลองวิจัย) เข้ากับตำรายาไทยที่มีมาแต่บรรพบุรุษโดยพิจารณาไปถึง ประสิทธิภาพ ความปลอดภัย พิษภัยของสมุนไพร เพื่อค้นคว้าหาข้อมูลของสมุนไพรต่างๆ ซ้ำรอยแพทย์แผนโบราณ ทำให้พบความลับใหม่ๆ ของสมุนไพร อันจะเป็นประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติในอนาคต “

ยาแผนโบราณดีกว่ายาฝรั่งยังไง


ยาแผนโบราณดีกว่ายาฝรั่งยังไง
สมุนไพร ได้มีการใช้เป็นยามามากกว่า 3,000 ปี นับตั้งแต่บรรพบุรุษชาวจีนที่มีการใช้สมุนไพรพื้นบ้านมารักษาโรค กระนั้นไม่ใช่มีแต่เพียงประเทศจีนประเทศเดียวเท่านั้นที่ได้นำภูมิปัญญาเหล่านี้มาใช้ ประเทศไทยเองก็เช่นกัน บรรพบุรุษชาวไทยของเราได้มีการนำสมุนไพรมาใช้ในการบรรเทาและรักษาโรค ร่วมด้วยกับการนวด และปรับวิธีการรับประทานอาหารและความเป็นอยู่ ซึ่งเรียกการรักษาแบบนี้ว่าการรักษาแบบองค์รวม (Holistic Medical Treatment) แต่ในตอนนี้เราจะกล่าวถึงสมุนไพรแต่เพียงอย่างเดียว
ประเทศไทย ซึ่งเป็นประเทศที่กำลังพัฒนา ประชาชนในชนบทจะใช้สมุนไพรในการรักษาและบรรเทาอาการเจ็บป่วย ยังมีคนในชนบทอีกเป็นจำนวนมากที่ยังไม่รู้จักยาที่ทำหรือสังเคราะห์ขึ้นมาจากสารเคมี คนเหล่านั้นยังคงต้องอาศัยยาสมุนไพรแผนโบราณเพื่อรักโรคษากันอยู่ ยาสมุนไพรจึงมีบทบาทสำคัญเพราะถือเป็นภูมิปัญญาประจำชาติและเป็นอีกทางเลือกหนึ่งให้กับผู้ป่วยที่ยาแผนปัจจุบันไม่สามารถทำให้อาการของคนเหล่านั้นดีขึ้นได้ และผลข้างเคียงที่พึงจะได้รับก็คือ ความเสี่ยงต่อตับและไตในระยะยาว
ยาแผนโบราณโดยส่วนใหญ่จะมีผลข้างเคียงและอันตรายน้อยกว่ายาแผนปัจจุบัน เพราะทำขึ้นจากธรรมชาติ สกัดจากพืช สัตว์ และแร่ธาตุ ไม่มีตัวยาที่สังเคราะห์ขึ้นจากสารเคมี อาการข้างเคียงก็น้อยกว่า การแพ้ยาก็น้อยกว่า แต่คนโดยส่วนมากใจร้อน อยากหายเร็ว เช่นทานเดี๋ยวนี้ ก็หวังว่าจะต้องหายวันนี้หรือพรุ่งนี้ ผลข้างเคียงไม่กลัว เอาให้หายก่อน หารู้ไม่ว่ายาแผนปัจจุบันยิ่งทานมาก ภูมิคุ้มกันยิ่งต่ำลง และถ้ายิ่งทานไปเรื่อยๆ ผู้ป่วยจะต้องเพิ่มโดสหรือปริมาณยาที่แรงขึ้น แต่กระนั้นก็ยังมีคนอีกบางกลุ่มที่ใส่ใจกับสุขภาพในระยะยาว อดทนรอได้ ให้ร่างกายค่อยๆปรับสภาพ ค่อยๆสร้างภูมิคุ้มกันและสามารถรักษาตัวเองให้หายได้ในที่สุด การรักษาด้วยยาแผนโบราณก็เปรียบเสมือนการทานอาหารจากธรรมชาติ เพราะยาแผนโบราณจะมีส่วนผสม เช่น พริกไทย กระวาน กานพลู ขิง ดีปลี ลูกจันทน์ ดอกจันทน์ เกสรดอกไม้ น้ำผึ้ง เป็นต้น ซึ่งก็เป็นเครื่องเทศปรุงผสมอาหารประจำวันที่คนไทยเรานิยมทานกันอยู่แล้ว
แต่ถ้าเป็นโรคฉุกเฉิน เช่น โรคติดเชื้อ และโรคที่มีอาการรุนแรงแบบเฉียบพลัน เช่น บาดทะยัก โรคพิษสุนัขบ้า ประสบอุบัติเหตุ ฯลฯ หมอปัจจุบันและยาแผนปัจจุบันควรเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกว่า
ยาสมุนไพรคืออะไร
ตามพระราช บัญญัติยา (พ.ศ.2510) ได้ให้ความหมายว่า ยาสมุนไพรคือ ยาที่ได้จากพฤกษชาติ สัตว์ หรือ แร่ ซึ่งมิได้ผสม ปรุง หรือแปร สภาพ ยาสมุนไพรนั้นมีมานานแล้วตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันมีการกล่าวขานบันทึกเรื่องราวและใช้สืบทอดกันมา สมุนไพรเป็น ยารักษาโรคที่ได้ตามธรรมชาติหาได้ง่าย ใช้รักษาได้ผลดี มีพิษน้อย และสมุนไพรหลายชนิด เราก็ใช้เป็นอาหารประจำวัน อยู่แล้ว เช่น ขิง ข่า กระเทียม ตะไคร้ กระเพรา เป็นต้น ชีวิตประจำวันเราผูกพันกับสมุนไพรทั้งในรูปของอาหารและเป็นยารักษาโรค พืชแต่ละชนิดจะมีคุณสมบัติหรือสรรพคุณในการรักษาแตกต่างกันตามส่วนต่าง ๆ ของพืช ดังนั้น เราจึงต้อง มาทำความรู้จักกับส่วนประกอบของพืชสมุนไพรกันเสียก่อนว่าในแต่ละส่วนนั้นมีอะไรบ้างและใช้ประโยชน์ได้อย่างไร
ส่วนประกอบของพืชสมุนไพร
1. ราก : จะมีหน้าที่สะสมและดูดซึมอาหารมาเลี้ยงบำรุงต้นพืช ลักษณะของรากมีทั้งรากแท้และรากฝอย การสัง เกตรากนั้นควรดูทั้งรากสดและรากแห้ง ลักษณะภายนอกขนาดของราก ความเปราะของเนื้อราก สี กลิ่น รสของราก การที่จะจำแนกราก สมุนไพรต้องใช้ความชำนาญ พืชสมุนไพรทั่วไปเราจะสังเกตอย่างคร่าว ๆ และจดจำไว้แต่ถ้า สมุนไพรที่ใช้รากมาทำยาจำเป็นต้องสังเกตอย่างละเอียด เพื่อที่จะไม่เก็บสมุนไพรผิดต้นไปรักษาโรค สมุนไพรส่วน ที่ใช้ราก เช่น กระชาย แก้อาการท้องอืดท้องเฟ้อ ปลาไหลเผือก แก้ไข้ มะละกอ ใช้ขับปัสสาวะ เป็นต้น
2. ลำต้น : เป็นโครงค้ำที่สำคัญของพืช ปกติเกิดบนดินหรือมีบางส่วนอยู่ใต้ดิน จะประกอบด้วยตา ข้อ และปล้อง ซึ่งจะ แบ่งตามลักษณะภายนอก เช่น ประเภทไม้ยืนต้นไม้พุ่มประเภทหญ้า ประเภทไม้เลื้อย เป็นต้น การสังเกตลำต้น ดูว่า ลำตันของพืชมีลักษณะเป็นอย่างไร ลักษณะตา ข้อ และปล้อง เป็นอย่างไร แตกต่างจากลำต้นของ ต้นพืชอื่นอย่างไร สมุนไพรส่วนที่ใช้ลำต้นเป็นยา เช่น อ้อยแดง ใช้แก้อาการขัดเบา ชิงช้าชาลี บอระเพ็ด ใช้แก้ไข้ เป็นต้น
3. ใบ : เป็นส่วนประกอบที่สำคัญของพืช สังเกตรูปร่างของใบ ปลาย ริม เส้น และเนื้อของใย อย่างละเอียด และอาจ เปรียบเทียบลักษณะของใบที่คล้ายคลึงกันจะทำให้จำแนกใบได้ชัดเจนยิ่งขึ้น สมุนไพรที่ใช้ใบเป็นยา เช่น กระเพรา ใช้ได้ทั้งใบสดหรือใบแห้งแก้ปวดท้อง ท้องขึ้นจุกเสียด ขี้เหล็ก รักษาอาการท้องผูก ใบชุมเห็ดเทศ ขยี้หรือ ตำในครก ให้ละเอียดเติมน้ำเล็กน้อย ใชัรักษาโรคกลากได้
4. ดอก : ส่วนประกอบของดอกมีความแตกต่างกัน สังเกตลักษณะอย่างละเอียด เช่น กลีบดอกจำนวนกลีบดอก การ เรียงตัวของกลีบดอก รูปร่างของกลีบดอก สีกลิ่น เป็นต้น ส่วนของดอกที่ใช้เป็นยา เช่น กานพลู น้ำมันหอมระเหย ในดอกกานพลู มีฤทธิ์ขับลมฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ฤทธิ์ขับพยาธิ ดีปลี แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ เป็นต้น
5. ผล : ผลที่เป็นยา เช่น มะเกลือ ดีปลี มะแว้งต้น กระวาน เป็นต้น สังเกตลักษณะผลทั้งภายนอกและภายใน นอกจาก ผลไม้เมล็ดภายในผลยังอาจเป็นยาได้อีก เช่น สะแกฟักทอง ฉะนั้นในการสังเกตลักษณะของผล ควรสังเกตลักษณะ รูปร่างของเมล็ดไปพร้อมกันด้วย
ส่วนประกอบของพืชสมุนไพรนั้น เราสามารถนำมาใช้ได้ทุกส่วน ตัวยาในพืชสมุนไพรนั้น จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่ กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น คำนึงถึงชนิดของยาว่าถูกต้องหรือไม่ ส่วนไหนของพืชที่ใช้เป็นยา ราก ลำต้น ใบ ดอก หรือผล พื้นดินที่ปลูก อากาศ การเก็บในช่วงระยะเวลาที่เหมาะสม การเลือกเก็บยาอย่างถูกวิธีนั้น ก็จะมีผลต่อคุณภาพหรือฤทธิ์ ของยาที่จะนำมารักษาโรคด้วย เราจึงต้องมีหลักเกณฑ์ในการเก็บสมุนไพรอย่างถูกวิธีเพื่อให้ได้ยาที่มีคุณภาพ
ข้อมูลอ้างอิง
สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา

สมุนไพรยับยั้งเซลล์มะเร็ง


สมุนไพรยับยั้งเซลล์มะเร็ง
มันคือ ทับทิม นั้นเองครับ พี่น้อง
      จากตำรับการแพทย์โบราณของเปอร์เซียระบุว่า ทับทิมมีประโยชน์มากมาย เช่น ช่วยฟอกไตและท่อปัสสาวะ ช่วยการทำงานของหัวใจและตับ เป็นยาบำรุงกำลัง ฟอกโลหิต ช่วยในการย่อยอาหารขจัดไขมันส่วนเกิน ปรับฮอร์โมนในสตรีวัยทอง ต่อต้านการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ ป้องกันโรคขี้หลงขึ้ลืมและช่วยให้ผิวพรรณดี ซึ่งการศึกษาวิจัยในระยะหลังก็ช่วยยืนยันถึงสรรพคุณทางยาและประโยชน์ของทับทิมไว้มากมาย ได้แก่ ในเปลือกทับทิมมีสารในกลุ่มแทนนินสูงมีสรรพคุณใช้เป็นยาแก้ท้องเดิน โรคบิด ฆ่าเชื้อแบคทีเรียหลายสิบชนิด ลดอาการอักเสบ ทั้งยังมีฤทธิ์ต่อต้าน และยับยั้งเซลล์มะเร็งได้หลายชนิดไม่ให้เพิ่มจำนวนขึ้น เช่น มะเร็งผิวหนัง มะเร็งลำไส้ มะเร็งหลอดอาหาร มะเร็งตับ มะเร็งเต้านม มะเร็งต่อลูกหมาก เป็นต้น
รู้จักกับทับทิม
ทับทิม (Pomegranate) หรือชื่อท้องถิ่น เซี๊ยะลิ้ว, พิลา, พิลาขาว, มะก่องแก้ว, มะเก๊าะ, หมากจัง เป็นไม้ผลขนาดเล็ก มีขนาดต้นประมาณ 5-8 เมตร เชื่อกันว่ามีต้นกำเนิดจากทางตะวันออกของประเทศอิหร่านและทางใต้ของประเทศอัฟกานิสถาน
การวิจัยทางการแพทย์ของสหรัฐอเมริกาพบว่า ในน้ำทับทิมมีสารต้านอนุมูลอิสระหลายชนิดและมีประสิทธิภาพสูงมาก สามารถลดภาวะการสะสมไขมันในผนังเส้นเลือด ป้องกันเส้นเลือดอุดตันและแข็งตัว ซึ่งจะก่อให้เกิดโรคหัวใจขาดเลือดตามมา รวมทั้งทำให้เส้นเลือดที่หนาตัวและมีไขมันสะสมซึ่งเป็นเส้นเลือดที่ไม่ดีมีความหนาตัวลดลงและลดไขมันที่สะสมลงอีกด้วย ช่วยบำรุงหัวใจในผู้ป่วยที่เป็นโรคหัวใจขาดเลือดโดยเพิ่มการไหลเวียนที่ดีขึ้นและลดภาวะหัวใจขาดเลือดในผู้ป่วยโรคหัวใจ นอกจากนี้สารจากทับทิมยังช่วยบำรุงตับมีฤทธิ์ป้องกันการเป็นพิษต่อตับและยับยั้งเซลล์มะเร็งอีกด้วย
นอกจากเม็ดทับทิมจะมีรสชาดอร่อยชวนลิ้มลองแล้ว เปลือกทับทิมก็ยังสามารถรักษาโรคท้องเดินและโรคบิดได้โดย การศึกษาวิจัยพบว่า ในเปลือกทับทิมมีสารในกลุ่มแทนนินสูง 22-25% โดยประกอบด้วยสารแทนนินในกลุ่ม Gallotannin เปลือกทับทิมตากแห้งจึงใช้เป็นยาแก้ท้องเดินและโรคบิดได้ นอกจากนี้ยังพบสารแทนนินในกลุ่ม Ellagictannin ในปริมาณสูง สารในกลุ่มนี้มีคุณสมบัติเป็นตัวต้านอนุมูลอิสระที่ดี โดยมีสรรพคุณลดอาการอักเสบ ทั้งยังมีฤทธิ์ต่อต้านมะเร็งกว่า 13 ชนิด ไม่ให้เพิ่มจำนวนขึ้น เช่น มะเร็งผิวหนัง มะเร็งลำไส้ มะเร็งหลอดอาหาร มะเร็งตับ เป็นต้น นอกจากนี้ยังพบว่ามีคุณสมบัติในการทำลายเซลล์มะเร็งหลอดอาหารและลำไส้ใหญ่ ซึ่งพบว่าการให้กรดเอลลาจิกกับสัตว์ทดลอง สารดังกล่าวจะไปเร่งการเจริญของเซลล์มะเร็งแบบอะมอพโดซีส (Amoptosis) ทำให้เซลล์มะเร็งถูกทำลายโดยกลไกการแตกตัวของตัวมันเองได้
ส่วนในตำรับการแพทย์แผนไทยได้บอกถึงสรรพคุณและประโยชน์ของทับทิมว่า ใบมีรสฝาด แก้ท้องร่วง แก้บิดมูกเลือด สมานแผล ดอก มีรสฝาดหวาน ต้มดื่มแก้หูชั้นในอักเสบ บดโรยแผลที่มีเลือดออก เนื้อมีรสหวานอมเปรี้ยวเป็นยาระบายอ่อนๆ บำรุงหัวใจ เปลือกมีรสฝาด ต้มดื่มแก้ท้องร่วง แก้บิดมูกเลือด ถ่ายพยาธิ แก้ตกขาว สมานแผล ฆ่าเชื้อโรค เปลือกราก ต้มดื่มแก้ระดูขาว แก้ตกเลือด ถ่ายพยาธิ
น้ำทับทิมช่วยคุณได้
หลังจากรับรู้ถึงสารพัดประโยชน์จากทับทิมและอยากจะหาซื้อมาทานก็คงต้องบอกเลยว่า หายากและราคาค่อนข้างแพง เนื่องจากยังไม่เป็นที่นิยมมากนัก แต่คุณก็สามารถหาน้ำทับทิมมาดื่มได้ เพราะมีคุณค่าไม่แพ้กัน โดยในน้ำทับทิมมีสารต้านอนุมูลอิสระหลายชนิดและเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพสูง สารต้านอนุมูลอิสระจะเข้าไปช่วยกระตุ้นให้เซลล์ของร่างกาย (โดยเฉพาะเซลล์ไขมันที่เต้านม) มีความแข็งแรง เกิดภูมิคุ้มกันขึ้นภายในเซลล์ ทำให้เซลล์มีความต้านทานต่อพิษของสารก่อมะเร็ง จึงสามารถป้องกันการเกิดมะเร็งเต้านมได้
ในกรณีที่คนป่วยเป็นมะเร็งเต้านมแล้ว สารต้านอนุมูลอิสระในน้ำทับทิมจะช่วยยับยั้งเซลล์ มะเร็งไม่ให้แพร่กระจายลุกลามมากขึ้นดังนี้
-สารต้านอนุมูลอิสระในน้ำทับทิมจะไปยับยั้งเซลล์มะเร็งไม่ให้มีการแบ่งตัวเพิ่มมากขึ้น(คือเซลล์มะเร็งมีปริมาณเท่าเดิมไม่ขยายวงกว้างขึ้น)
-สารต้านอนุมูลอิสระในน้ำทับทิมจะไปดูแลเซลล์ดีๆ ที่อยู่รอบๆ เซลล์มะเร็ง ให้มีความแข็งแรงและมีภูมิต้านทาน เซลล์มะเร็งจึงลุมลามมาทำอันตรายไม่ได้หรือได้น้อย
เป็นไงกันบ้างคะคงเป็นข่าวดีสำหรับคนที่ชอบกินทับทิมอยู่แล้วเพราะคุณก็ได้รับประโยชน์อย่างมากมายเลยละคะ แต่ก็เถอะถึงจะมีประโยชน์ยันไง ผลทับทิมในบ้านเราก็ยังมีราคาที่ค่อนข้างสูงอยู่พอสมควรเลยละคะ ตกลูกหนึ่งประมาณ 20-40 บาทเลยทีเดียว

สมุนไพรไล่เเมลง


สมุนไพรไล่เเมลง
กระเทียม
   เพลี้ยอ่อน เพลี้ยไฟ หนอนกระทู้ผัก ด้วงปีกแข็ง โรคราน้ำค้าง โรคราสนิม มีฤทธิ์เป็นยาฆ่าแมลง สารขับไล่แมลง สารหยุดยั้งการดูดกินอาหาร สารฆ่าเชื้อราและแบคทีเรีย
   ใช้กระเทียม 1 กิโลกรัม โขลกให้เป็นชิ้นเล็ก ๆ แช่ในน้ำมันก๊าดหรือน้ำมันเบซิน 200 ซีซี ทิ้งไว้ 24 ชั่วโมง หลังจากนั้นนำสบู่ละลายน้ำเล็กน้อยเติมลงไป คนให้เข้ากัน แล้วกรองเอาแต่น้ำใส ก่อนนำไปใช้เติมน้ำลงไปอีก 20 เท่า หรือ ประมาณ 5 ปี๊บ (100 ลิตร)
บดกระเทียม 3 หัวใหญ่ให้ละเอียด แช่ลงในน้ำมันก๊าดประมาณ 2 วัน แล้วกรองเอาสารละลายมาผสมกับน้ำสบู่ 1 ช้อนโต๊ะ คนให้เข้ากัน ก่อนนำไปใช้ให้เติมน้ำลงไปอีก ครึ่งปี๊บ (10 ลิตร)
ใช้กระเทียม 1 กำมือ โขลกให้ละเอียด เติมน้ำร้อนครึ่งลิตร แช่ทิ้งไว้ 24 ชั่วโมง แล้วกรองเอาแต่น้ำ ผสมน้ำ 4 ลิตร เติมสบู่ครึ่งช้อนโต๊ะ ฉีดพ่นวันละ 2 ครั้ง ติดต่อกัน 2 วัน ในตอนเช้า
บดกระเทียม 2 หัวใหญ่และพริกแห่งป่น 2 ช้อนชา ให้ละเอียดแล้วนำไปใส่น้ำร้อน 4 ลิตร เติมสบู่ลงไปเล็กน้อย คนแล้วกรองนำไปใช้ สูตรนี้ใช้ได้ผลดีกับหนอนผีเสื้อไม้ผล
ใช้กระเทียมแกะกลีบ 1 กำมือ ตากแดดให้แห้งเพื่อนำไปโขลกให้เป็นผง ใช้โรยบนพืชผักที่มีปัญหา โดยโรยตอนพืชผักไม่เปียก

อาหารสมุนไพรบำรุงน้ำนม

อาหารสมุนไพรบำรุงน้ำนม

ใบกะเพรา Ocimum sanctum L.
คุณค่า มีธาตุเหล็ก แคลเซียม ฟอสฟอรัส เส้นใยอาหารสูง
สรรพคุณ ความร้อนจากใบกะเพราช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือด ช่วยให้มีน้ำนมมากขึ้น แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ หวัด คลื่นไส้ อาเจียน ช่วยทำให้อารมณ์ดีขึ้น ยิ่งถ้าเด็กได้รับจากนมแม่ ก็จะช่วยลดอาการท้องอืดท้องเฟ้อในเด็กด้วย ในอินโดนีเซียใช้ใบกะเพราปรุงอาหารกินเพื่อขับน้ำนมเช่นกัน

อาหารแนะนำ แกงเลียง (ใส่ใบกะเพรา) ผัดกะเพรา แกงป่าหรือผัดเผ็ดต่างๆ นอกจากได้สรรพคุณทางยาแล้ว ในใบกะเพรายังมีกลิ่นหอมช่วยดับกลิ่นและรสคาวของเนื้อสัตว์ได้ดี

กุยช่าย Allium tuberosum Roxb.

คุณค่า แคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก คาร์โบไฮเดรต บีตาแคโรทีน วิตามินซี

สรรพคุณ ช่วยขับน้ำนม แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ ขับลม
อาหารแนะนำ นำส่วนดอกมาผัดกับเนื้อสัตว์ หรือนำใบมากินสดแกล้มกับอาหารอื่นๆ แต่ที่นิยมคือ ใส่ผัดไทย

รสร้อนเพิ่มการไหลเวียน และช่วยย่อย

กานพลู Eugenia caryophyllus (Spreng.) Bullock & S.G.Harrison
คุณค่า น้ำมันที่อยู่ในดอกกานพลู มีส่วนประกอบสำคัญคือยูจีนอล (Eugenol )
สรรพคุณ ช่วยขับน้ำนม มีฤทธิ์ช่วยขับน้ำดีเพื่อนำไปย่อยอาหาร ลดอาการบีบตัวของลำไส้บรรเทาอาการแน่น จุกเสียด

อาหารแนะนำ นำดอกตูมแห้งมา 5-8 ดอก ชงในน้ำเดือด แล้วดื่มแต่น้ำ

ขิง Zingiber officinale Roscoe

คุณค่า มีโปรตีน ไขมัน แคลเซียม วิตามินเอ บีหนึ่ง บีสอง คาร์โบไฮเดรต
สรรพคุณ ขับลม แก้อาเจียน ช่วยย่อยไขมันได้ดี ลดการบีบตัวของลำไส้ บรรเทาอาการปวดท้องเกร็ง ขับเหงื่อ เพิ่มการไหลเวียนเลือด ทำให้น้ำนมไหลได้ดี ลดอาการอาเจียน และเชื่อว่าเมื่อคุณแม่กินเข้าไป สรรพคุณที่ดีของขิงจะผ่านทางน้ำนมไปสู่ลูก ทำให้ลูกไม่ปวดท้อง

อาหารแนะนำ ยำขิง ยำปลาทูใส่ขิง ไก่ผัดขิง มันหรือถั่วเขียวต้มน้ำขิง ไข่หวานน้ำขิงต้มอุ่นๆ โจ๊กใส่ขิง
ใบแมงลัก Ocimum pilosum Willd.

คุณค่า มีธาตุเหล็ก แคลเซียม วิตามินบี และวิตามินซีสูง
สรรพคุณ ใบแมงลักมีรสหอมร้อน ทำให้น้ำนมไหลได้ดี ขับลม ขับเหงื่อ
อาหารแนะนำ ใส่แกงเลียง กินสดแกล้มกับขนมจีน หรือใส่แกงป่าต่างๆ

พริกไทย Piper nigrum Linn.

คุณค่า มีน้ำมันหอมระเหย โปรตีน คาร์โบไฮเดรต
สรรพคุณ มีรสร้อน ทำให้น้ำนมไหลได้ดี ขับลม ขับเหงื่อ
อาหารแนะนำ ใส่ในแกงเลียง

อาหารสมุนไพรบำรุงน้ำนมที่อุดมไปด้วยสารอาหาร
หัวปลี

คุณค่า อุดมไปด้วยแคลเซียม (มากกว่ากล้วยสุกถึง 4 เท่า) โปรตีน ธาตุเหล็ก ฟอสฟอรัส วิตามินซี บีตาแคโรทีน

สรรพคุณ แก้โรคกระเพาะอาหาร ลำไส้ บำรุงเลือด ตั้งแต่โบราณสอนกันต่อๆมาว่าผู้หญิงที่คลอดลูกใหม่ๆ ให้กินหัวปลีมากๆ จะได้มีน้ำนมให้เลี้ยงลูกนานๆ

อาหารแนะนำ แกงเลียงหัวปลี ยำหัวปลี ลวกจิ้มน้ำพริก (เวลาลวกให้ใส่เกลือและน้ำตาลลงในน้ำที่ต้มด้วย จะได้ลดความฝาด) ทอดมันหัวปลี หัวปลีชุบแป้งทอด

สมุนไพรเเก้วิงเวียนศีรษะ


สมุนไพรเเก้วิงเวียนศีรษะ
อาการเวียนศีรษะมีมากมายหลายระดับ ตั้งแต่ระดับเบาๆ จนถึงระดับรุนแรงมากที่ต้องรีบไปพบแพทย์ เมษารวบรวมข้อมูลมาฝากกันดังนี้

  • ความรู้สึกมึนงง รู้สึกสมองตื้อๆ ไม่แจ่มใส คิดอะไรไม่ออก คล้ายกับคนนอนไม่พอ
  • ความรู้สึกหวิวๆ ลอยๆ จะมีอาการขณะเปลี่ยนท่าเร็วๆ เช่น ลุกจากที่นั่งหรือที่นอน ตลอดจนการก้มๆ เงยๆ อย่างฉับพลัน อาจมีอาการหน้ามืดหรือเป็นลมร่วมด้วย ถ้าเป็นมาก
  • ความรู้สึกโคลงเคลง เสียศูนย์ เอียงเซ เสียการทรงตัว และอาจจะล้มไปด้านใดด้านหนึ่ง
  • เวียนศีรษะแบบบ้านหมุน ซึ่งถือเป็นอาการรุนแรง จะมีอาการสิ่งแวดล้อมหมุนหรือรู้สึกตัวเองหมุน ซึ่งเป็นความรู้สึกหลอน มักเกิดขึ้นแบบฉับพลัน และอาจมีอาการเป็นๆ หายๆ
กดจุดแก้เวียนศีรษะ
หากเกิดอาการเวียนศีรษะ โดยเฉพาะผู้สูงวัย อย่างป้าเล็กลองกดจุดง่ายๆ ด้วยตัวเองดังนี้
  • วิธีที่หนึ่ง ใช้นิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้กดบริเวณตรงกลางหว่างคิ้ว ค่อยๆ ออกแรงกดหนักและเบาสลับกันอย่างสม่ำเสมอ ทำติดต่อเช่นนี้จนกว่าอาการจะดีขึ้น
  • วิธีที่สอง ใช้หัวแม่มือด้านขวากดที่รอยบุ๋มระหว่างกระดูกขากรรไกรและกะโหลกศีรษะ ซึ่งอยู่หลังใบหูด้านขวา ออกแรงกดแล้วปล่อยสลับกันไป อาจทำพร้อมกับจังหวะการหายใจเข้าและออก ทำติดต่อกันประมาณ 1 – 2 นาที จึงค่อยสลับทำอีกข้างหนึ่ง
สมุนไพรไทยบำบัดอาการเวียนศีรษะ
สมุนไพรไทยหลากหลายชนิดมีสรรพคุณบรรเทาอาการเวียนศีรษะได้ดี ซึ่ง คุณบุญยืน ผ่องแผ้ว หมอสมุนไพรประจำคลินิกหนองบงการแพทย์แผนไทย จังหวัดลพบุรี ได้แนะนำดังนี้ค่ะ
  • เถาย่านาง นำเถาและใบย่านางตากแห้งประมาณ 1 กำมือหรือ 15 กรัม ต้มกับน้ำสะอาด 1 ลิตร ชงดื่มแทนชา ดื่มได้ทั้งเช้า กลางวัน และเย็น หรือดื่มเมื่อกระหายน้ำ ใบย่านางมีสรรพคุณช่วยขจัดพิษ ทำให้เลือดหมุนเวียนดี แก้เวียนศีรษะ และหน้ามืดตาลายได้ด้วย
  • ข่า ล้างต้นข่าทั้งต้นให้สะอาด หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ นำไปตากแดดให้แห้ง ใช้ข่าที่ตากแห้งแล้วประมาณ 1 กำมือหรือ 15 กรัม ต้มกับน้ำสะอาด 1 ลิตร ชงดื่มแทนชา รสร้อนของข่าจะช่วยขับลม แก้จุกเสียด แน่นท้อง และแก้ลมวิงเวียน
  • ตะไคร้ ใช้ต้นตะไคร้สดประมาณ 3 ต้น ล้างให้สะอาด และนำมาหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ใส่หม้อต้มกับน้ำ 1 ลิตร ชงดื่มแทนชาเช่นกัน ตะไคร้มีสรรพคุณแก้เวียนศีรษะ หน้ามืด และใจสั่น
  • รางจืด นำใบสดประมาณ 7-8 ใบ ล้างน้ำให้สะอาด ใส่ในน้ำซาวข้าว 1 แก้ว (โดยใช้ข้าวสารล้างให้สะอาด 1 กำมือขยำในน้ำดื่ม 1 แก้ว) ต่อจากนั้นให้ขยำใบสดกับน้ำซาวข้าวประมาณ 1-2 นาที แล้วนำมากรองด้วยผ้าขาวบาง ดื่มน้ำที่ได้ก่อนอาหารเช้าและเย็น ช่วยแก้อาการเวียนศีรษะ หน้ามืดตาลาย ถอนพิษไข้ ถอนพิษผิดสำแดง และพิษอื่นๆ
ขอบคุณบทความจาก http://www.cheewajit.com/articleView.aspx?cateId=9&articleId=1613

สมุนไพรเเก้โรคกระเพาะ


สมุนไพรเเก้โรคกระเพาะ 
กล้วย 
ชื่อวิทยาศาสตร์ :   Musa ABB cv. Kluai ‘Namwa’
ชื่อสามัญ :   Banana

วงศ์ :   Musaceae
ชื่ออื่น  กล้วยมะลิอ่อง (จันทบุรี) กล้วยใต้ (เชียงใหม่, เชียงราย) กล้วยอ่อง (ชัยภูมิ) กล้วยตานีอ่อง (อุบลราชธานี)
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ ไม้ล้มลุก สูงประมาณ 3.5 เมตร ลำต้นสั้นอยู่ใต้ดิน กาบเรียงเวียนซ้อนกันเป็นลำต้นเทียม สีเขียวอ่อน ใบ เป็นใบเดี่ยวขนาดใหญ่ ออกเรียงสลับ รูปขอบขนาน กว้าง 25-40 ซม. ยาว 1-2 เมตร ปลายใบมน ขอบใบเรียบ แผ่นใบเรียบ สีเขียว ด้านล่างมีนวลสีขาว เส้นใบขนานกันในแนวขวาง ก้านใบเป็นร่องแคบ ดอก ออกเป็นช่อที่ปลายยอดห้อยลง เรียกว่า หัวปลี มีใบประดับขนาดใหญ่หุ้มสีแดงเข้ม เมื่อบานจะม้วนงอขึ้น ด้านนอกมีนวล ด้านในเกลี้ยง ผล รูปรี ยาว 11-13 ซม. ผิวเรียบ ปลายเป็นจุก เนื้อในมีสีขาว พอสุกเปลือกผลเป็นสีเหลือง เนื้อมีรสหวาน รับประทานได้ หวีหนึ่งมี 10-16 ผล บางครั้งมีเมล็ด เมล็ดกลม สีดำ
ส่วนที่ใช้ : 
หัวปลี  เนื้อกล้วยน้ำว้าดิบ หรือห่าม กล้วยน้ำว้าสุกงอม ราก ต้น ใบ ยางจากใบ
สรรพคุณ :
  • ราก - แก้ขัดเบา
  • ต้น - ห้ามเลือด แก้โรคไส้เลื่อน
  • ใบ - รักษาแผลสุนัขกัด ห้ามเลือด
  • ยางจากใบ - ห้ามเลือด สมานแผล
  • ผล - รักษาโรคกระเพาะ แก้ท้องเสีย ยาอายุวัฒนะ แก้โรคบิด รักษาแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก แก้ริดสีดวง
  • กล้วยน้ำว้าดิบ - มีฤทธิ์ฝาดสมาน ใช้แก้อาการท้องเดิน แก้โรคกระเพาะ และอาหารไม่ย่อย
  • กล้วยน้ำว้าสุกงอม - เป็นอาหาร ยาระบาย สำหรับผู้ที่อุจจาระแข็ง หรือเป็นริดสีดวงทวารขั้นแรกจนกระทั่งถ่ายเป็นเลือด
  • หัวปลี - (ช่อดอกของต้นกล้วย จำนวนไม่จำกัด) ขับน้ำนม
วิธีและปริมาณที่ใช้ :
  • ขับน้ำนม – ใช้หัวปลีแกงเลียงรับประทานบ่อยๆ หลังคลอดใหม่ๆ
  • แก้ท้องเดินท้องเสีย
    ใช้กล้วยน้ำว้าดิบหรือห่ามมาปอกเปลือก หั่นเป็นชิ้นบางๆ ใส่น้ำพอท่วมยา ต้มนานครึ่งชั่วโมง ดื่มครั้งละ 1/2 – 1 ถ้วยแก้ว ให้ดื่มทุกครั้งที่ถ่าย หรือทุกๆ 1-2 ชั่วโมง ใน 4-5 ชั่วโมงแรก หลังจากนั้นให้ดื่มทุกๆ 3-4 ชั่วโมง หรือวันละ 3-4 ครั้ง
สรรพคุณเด่น :
  • แก้โรคกระเพาะ ท้องผูก
    1. แก้โรคกระเพาะ - นำกล้วยน้ำว้าดิบ (ถ้าเป็นกล้วยกักมุกดิบจะดีกว่า) มาปอกเปลือก แล้วนำเนื้อมาฝานเป็นแผ่นบางๆ ตากแดด 2 วันให้แห้งกรอบ บดเป็นผงให้ละเอียด ใช้รับประทาน ครั้งละ 1-2 ช้อนโต๊ะ ละลายน้ำข้าว น้ำผึ้ง (น้ำธรรมดาก็ได้) รับประทานก่อนอาหารครึ่งชั่วโมง และก่อนนอนทุกวัน
    2. แก้ท้องผูก - ให้รับประทานกล้วยน้ำว้าสุกงอม ครั้งละ 2 ผล วันละ 3 ครั้ง ก่อนอาหาร 1/2 ชั่วโมง เวลารับประทานควรเคี้ยวให้ละเอียดที่สุด
    3. แก้ท้องเดิน - ใช้เนื้อกล้วยน้ำว้าห่ามรับประทาน หรือใช้กล้วยน้ำว้าดิบ ฝานเป็นแว่น ตากแห้งรับประทาน
สารเคมีที่พบ :
  • หัวปลี  มีธาตุเหล็กมาก
  • หัวปลี และราก มี Triterpene หรือ Steroid
    ผลกล้วย ทุกชนิดประกอบด้วย น้ำ แป้ง โปรตีน ไขมัน เส้นใย เกลือแร่ต่างๆ (โดยเฉพาะแคลเซียม เหล็ก และโปรแตสเซียมในกล้วยหอมมีมาก) วิตามิน และเอนไซม์ต่างๆ นอกจากนี้ยังมี Serotonin Noradrenaline และ Dopamine
  • ผลดิบ มีแป้ง Tannin acid, Gallic acid และ Pectin มาก
  • กล้วยหอมสุก ให้กลิ่น และรสของ Amyl acetate, Amylbutyrate Acetaldehyde, Ethyl alcohol และ Methyl alcohol
  • น้ำยาง มี Pelargonidin, Cyanidin, Delphinidin Palonidin Petunidin และMalvidin
ประโยชน์ทางยาของกล้วยหอม
กล้วยหอมเป็นผลไม้ รสหวาน เย็น ไม่มีพิษ สารอาหารที่สำคัญๆ ในกล้วยหอม ได้แก่ แป้ง โปรตีน ไขมัน น้ำตาล วิตามินหลายชนิด จัดเป็นผลไม้บำรุงร่างกายดี นอกจากนี้กล้วยหอมยังสามารถใช้รักษาโรคได้หลายชนิด เช่น เป็นยาทำให้ปอดชุ่มชื่น แก้กระหาย ถอนพิษ นอกจากนี้ยังพบว่า มีฤทธิ์รักษาตามตำรับยา ดังนี้
  • รักษาความดันโลหิตสูง - เอาเปลือกกล้วยหอมสด 30-60 กรัม ต้มเอาน้ำดื่ม ถ้าเอาปลีกล้วยต้มรับประทานเป็นประจำ จะช่วยป้องกันเส้นเลือดในสมองแตกได้
  • รักษาริดสีดวงทวาร แก้ท้องผูก - รับประทานกล้วยหอมสุกตอนเช้า ขณะท้องว่างวันละ 1-2 ผล ทุกวัน
รักษามือเท้าแตก - เอากล้วยหอมที่สุกเต็มที่ เจาะรูเล็กๆ ที่ปลายข้างหนึ่ง แล้วบีบเอากล้วยออกมาทาที่เท้าแตก ทิ้งไว้หลายชั่วโมง จึงล้างออก จะรู้สึกดีขึ้น